สวัสดีครับทุกท่าน บทความนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก มีสมาชิกท่านหนึ่งใน LINE OPENCHAT ทนายสาย HR ถามมาว่า พนักงานขายไม่ส่งเงินที่เก็บได้จากลูกค้าเข้าบัญชีบริษัท ซึ่งบริษัทมีมาตรการเรียกปรับ 2 เท่าของค่าเสียหาย และให้พนักงานทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้และหักเงินค่าจ้างตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว
1. การที่บริษัทมีมาตรการปรับ 2 เท่า ของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น สามารถทำได้ไหม ถ้าทำได้อิงกฎหมายใด
2. พนักงานขาย ค่าจ้างน้อย แต่ค่าคอมมิชชันเยอะ บริษัทจะใช้ฐานไหนในการปรับ ฐานค่าจ้าง/เดือน หรือฐานค่าจ้าง+คอมมิชชัน (เข้าใจว่าหักเงินเดือนตามหนังสือรับสภาพหนี้เพื่อชดใช้ค่าเสียหายได้แค่ไหน ตามกฎหมายใด)
1. การกำหนดมาตรการปรับ 2 เท่า ทำได้หรือไม่?
คำถามแรกนั้น การมีมาตรการปรับไม่ว่าจะ 2 เท่า หรือ 3 เท่านั้น สามารถทำได้ โดยอ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
⚖️ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 379: “ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น”
มาตรา 383: “ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่าง อันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในมาตรา 379 และ 382 ท่านให้ใช้วิธีเดียวกันนี้บังคับ ในเมื่อบุคคลสัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนกระทำหรืองดเว้นกระทำการอันหนึ่งอันใดนั้นด้วย”
📌 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1300-1301/2557
“ข้อตกลงในสัญญาที่ลูกจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการทำความเสียหาย ลูกจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายชำระค่าปรับ 3 เท่า เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ (มาตรา 379) เมื่อคำนึงถึงการกระทำผิดและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวงของมูลคดีแล้ว ศาลใช้ดุลพินิจลดค่าเสียหายลงได้ (มาตรา 383)”
2. การทำหนังสือรับสภาพหนี้ และหลักเกณฑ์การหักค่าจ้าง
สำหรับคำถามที่ 2 อันดับแรก ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การรับสภาพหนี้คืออะไร การรับสภาพหนี้ก็คือการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดของลูกหนี้ เพื่อยอมรับว่าลูกหนี้เป็นหนี้ต่อเจ้าหนี้ ซึ่งมูลหนี้นั้นมีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ดีหนี้ที่สามารถนำมารับสภาพหนี้กันได้นั้น ต้องไม่เป็นหนี้ที่เกิดจากนิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย หรือนิติกรรมที่มีผลเป็นโมฆะซึ่งไม่ก่อให้เกิดหนี้ตามกฎหมาย
หนี้ที่เกิดจากมูลสัญญาจ้างแรงงานและลูกจ้างได้ทำละเมิดต่อนายจ้าง จึงเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย สามารถมาทำการรับสภาพหนี้ได้ แต่การจะกำหนดมูลหนี้ตามความเสียหายที่แท้จริง หรือตามมาตรการปรับ ไม่ว่าจะ 2 เท่าหรือ 3 เท่านั้น อยู่ที่ว่าลูกหนี้ยินยอมรับสภาพหนี้หรือไม่
หากยอมรับตามที่นายจ้างเรียกปรับสูงกว่าค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าไม่ทำให้หนังสือรับสภาพหนี้เสียไป หากลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามหนังสือรับสภาพหนี้ โดยไม่ชำระทั้งหมดหรือชำระบางส่วน เมื่อคดีไปถึงศาล ศาลก็ใช้ดุลพินิจในการปรับลดลงได้อีกเช่นกัน เพราะมูลหนี้เดิมมาจากการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าซึ่งเป็นเบี้ยปรับนั่นเอง
แต่ถ้าลูกจ้างชำระหนี้ไปหมดแล้ว ต่อมามารู้เข้าแบบนี้ จะเรียกคืนได้มั้ย ส่วนตัวก็คิดว่าเรียกคืนไม่ได้ เพราะถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ตามมาตรา 407 “บุคคลใดได้กระทำการอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ท่านว่าบุคคลผู้นั้นหามีสิทธิจะได้รับคืนทรัพย์ไม่”
เหตุที่ผู้เขียนคิดเห็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การเรียกค่าปรับเกิดตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้โดยชอบแต่ต้น เมื่อลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ย่อมไม่มีสิทธิเรียกคืนนั่นเอง
⚖️ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76
อย่างไรก็ตาม นายจ้างก็ไม่ใช่ว่าจะหักเงินเดือนลูกจ้างเท่าใดก็ได้ตามอำเภอใจนายจ้างได้ เพราะมาตรา 76 “ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง”
การหักตาม (2) (3) (4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายตามมาตรา 70 เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
ดังนั้น เรื่องการกำหนดค่าปรับกรณีลูกจ้างทำความเสียหาย และการทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้ HR ทุกท่านก็ควรดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบลูกจ้างเกินสมควรนะครับ
ด้วยรักและปรารถนาดีจาก ทนายสาย HR